อุจไฉศรพ อาชาแห่งเกษียรสมุทร
สีเกษียรแจ่มจ้า อาจอง
เจ้าแห่งทัพดุรงค์ แซ่ซ้อง
พระสุริยะทรง ปกปัก
แลจึ่งคอยปกป้อง ภักดิ์ด้วยศรัทธา
(ศิริรัตน์,2562)
หากจะกล่าวถึงตำนานความเชื่อสักหนึ่งเรื่อง ตำนานการกวนเกษียรสมุทรก็เป็นอีกหนึ่งตำนานที่ทุกคนคงเคยได้ยินได้ฟังมาบ้างแล้ว วันนี้เราก็จะมารู้จักกับม้าอุจไฉศรพซึ่งเป็นหนึ่งในของวิเศษหลายอย่างที่กำเนิดขึ้นมาจากการกวนเกษียรสมุทร
ตำนานการกวนเกษียรสมุทร ได้กล่าวไว้ว่าตาม การกวนเกษียณสมุทรนั้นฝ่ายเทวดาซึ่งนำโดยพระอินทร์ปรารถนาที่จะมีชีวิต
เป็นอมตะ เพื่อจะได้รบชนะฝ่ายอสูร จึงได้ไปขอพรจากพระนารายณ์
พระองค์จึงแนะนำให้ทำพิธี "กวนเกษียณสมุทร"
เพื่อจะได้น้ำอมฤตมาดื่มกินจะทำให้ชีวิตยืนยาว
เกษียรสมุทรนั้นตั้งอยู่ในทิศตะวันออกของจักรวาลมีน้ำสีขาวคือเกษียร
(แปลว่า น้ำนม) ไหลเต็มอยู่ตลอดปี
การจะกวนเกษียรสมุทรเพื่อให้ได้มาซึ่งน้ำอมฤตเป็นการใหญ่ที่หมู่เทวดาเพียง
ลำพังจะกระทำกันเองไม่ได้เพราะมีเรี่ยวแรงน้อย
ดังนั้นจึงหลอกล่อเหล่าอสูรโดยสัญญาว่าเมื่อได้น้ำอมฤตแล้วก็จะแบ่งกันดื่ม
เพื่อความเป็นอมตะตลอดไป ในการกวนเกษียรสมุทรนั้นได้มีของทิพย์วิเศษ
14 อย่างทยอยกันผุดขึ้นมาจากเกษียรสมุทรตามลำดับ สิ่งที่ 6 ที่ผุดขึ้นมาคือม้าอุจไฉศรพ
ม้าอุจไฉศรพ (Uchchaihshravas) คือม้าวิเศษ บ้างก็ว่ามีตัวเดียวแต่ 7 หัว หรือมี 7 ตัว มีสีขาวปลอดมีลักษณะงดงามมาก มีพละกำลังมากมายหาที่เปรียบไม่ได้ ม้าอุจไฉศรพเกิดจากการกวนเกษียรสมุทร จัดว่าเป็นม้าแห่งยอดม้าทั้งปวง ผู้ที่ครอบครองม้าวิเศษนี้ในแต่ละตำนานกล่าวแตกต่างกันไป
บางตำนานก็ว่าเป็นม้าทรงของพระอินทร์ แต่ที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดคือ
เป็นม้าเทียมราชรถของพระสุริยเทพ
ในมหากาพย์มหาภารตะกล่าวว่า
ม้าอุจไฉศรพซึ่งเป็นม้าของพระสุริยเทพนี้
เป็นสาเหตุของความบาดหมางระหว่างนาคและครุฑ
เนื่องมาจากการพนันระหว่างนางวินตา(มารดาของครุฑ)และนางกัทรุ(มารดา ของนาค)ว่า
หางของม้าอุจไฉศรพนั้นมีสีดำหรือสีขาว นางวินตาเคยเห็นพระสุริยเทพขับราชรถผ่านไปจึงรู้ว่าม้าของพระองค์เป็นสีขาวปลอด จึงตอบว่าหางสีขาว แต่นางกัทรุบอกว่ามีสีดำ
และด้วยกลโกงของนางกัทรุให้ลูกนาคทั้งพันของนาคแอบแทรกตัวในหางม้าจนดูเหมือนว่าม้ามีหางสีดำ
ด้วยเหตุนี้นางวินตาจึงตกเป็นทาสของนางกัทรุ 500 ปีเพราะแพ้พนัน
ที่มา : https://www.pinterest.co.kr/pin/
ม้าอุจไฉศรพในผลงานศิลปะ
1.พบงานศิลปะในแผ่นหินสลักรูปเทวดานพเคราะห์
(Carved Stone Representing Nine Deities) เป็นศิลปะลพบุรี อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 16-17 สลักจากหินทราย
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ประทานให้กรมศิลปากร เมื่อ พ.ศ.2470 แผ่นหินสลักนี้มีลักษณะคล้ายกับทับหลังที่ใช้ประดับอยู่บนกรอบประตูของปราสาทแบบเขมร
แต่แผ่นหินนี้มีขนาดเล็กกว่ามาก
วัตถุประสงค์ของการทำประติมากรรมลักษณะนี้ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด เทวดานพเคราะห์ที่ปรากฏอยู่บนแผ่นหินชิ้นนี้ประกอบด้วยเทพ
9 องค์ และเทพหนึ่งในนั้นคือ พระอาทิตย์ทรงม้า
2.ทับหลังจากปราสาทบ้านเบญจ์
อำเภอเดชอุดม ศิลปะเขมรแบบเกลียง ราวครึ่งแรกของศตวรรษที่ 16
รูปจำหลักเทพนพเคราะห์ อันได้แก่ พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระอัคนี พระนารายณ์
พระอินทร์ พระพาย พระยม พระราหู และพระเกตุ
แสดงคติความเชื่อในศาสนาฮินดูที่เข้ามามีอิทธิพลต่อผู้คนในแถบนี้
นอกเหนือไปจากการนับถือศาสนาพุทธเป็นหลัก
3. บนเพดานพระที่นั่งภาณุมาศจำรูญในรัชกาลที่ 5 (พระที่นั่งบรมพิมานในปัจจุบัน)
มีภาพเขียนแบบไทยสมัยใหม่อยู่ภาพหนึ่งซึ่งทางวงการศิลปะจัดว่าเป็นต้นแบบของศิลปะไทยร่วมสมัย
(Comtemporary Art) ภาพนี้มีชื่อว่าพระอาทิตย์ชักรถ
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
ทรงร่างแบบขึ้น นายซี.ริโกลิ ศิลปินชาวอิตาเลียน เป็นผู้ขยายแบบและระบายสีภาพ
เป็นภาพที่สวยงามและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ศิลปะมาก
อ้างอิง
อุจไฉศรพ...อาชาแห่งสุริยเทพ. (2552).อุจไฉศรพ (Ucchaisravas).ค้นเมื่อวันที่ 21
Ok Nation Blog . (2551).พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
อุบลราชธานี (1).ค้นเมื่อวันที่ 21
เดือนกันยายน พ.ศ.2562,จากhttp://oknation.nationtv.tv/blog/
supawan/2008/11/27/entry-1
พระอาทิตย์ชักรถ. (ม.ป.ป.).พระอาทิตย์ชักรถ.ค้นเมื่อวันที่ 23 เดือนกันยายน พ.ศ.2562,
จาก http://kanchanapisek.or.th/kp8/art/lab3/pt219_01.001พระอาทิตย์ชักรถ. (ม.ป.ป.).พระอาทิตย์ชักรถ.ค้นเมื่อวันที่ 23 เดือนกันยายน พ.ศ.2562,






Comments
Post a Comment